You are currently viewing ลบรอยแผลเป็นอย่างไร ให้จางลงหรือหายขาด

ลบรอยแผลเป็นอย่างไร ให้จางลงหรือหายขาด

เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่ว่าจะเป็นมีดบาด หรือโดนน้ำร้อนลวก รถล้ม วิ่งหกล้มย่อมทำให้เกิดบาดแผลได้ ไม่ว่าแผลนั้นจะเล็กหรือใหญ่ หากมีการฉีดขาดจนเลือดออกพอเลือดหายก็อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นขึ้น คุณอาจเป็นกังวลว่ารอยแผลเป็นจะหายไปหรือไม่ลองมาดูวิธีทำให้รอยแผลเป็นจางกัน

แผลเป็นเกิดจากอะไร

การเกิดแผลเป็นเกิดจากที่ร่างกายมีการฉีกขาดของผิวหนังจนทำให้เกิดรอยแยกขึ้นแล้วร่างกายก็มีการซ่อมแซมรอยแผลนั้นเมี่อแผลหายจึงปรากฏเป็นรอยแดงหรือบางรายอาจมีแผลเป็นนูนขึ้นมาซึ่งแผลเหล่านื้จะสามารถหายไปได้เองตามธรรมชาติแต่จะใช้เวลาค่อนข้างนาน ถึงแม้จะมีรอยแผลเป็นแค่ทางยาวๆไม่ได้เป็นแผลนูนก็ตาม รอยแผลเป็นตามปกติจะมีอยู่ 3 ประเภท

  1. รอยแผลเป็นที่เป็นทางยาวที่เกิดจากแผลที่รอยกรีดแต่ไม่ลึกจนชั้นผิวหนังแยกมาก เมื่อแผลปิดสนิทรอยแผลจะเป็นเพียงรอยขีดอาจมีสีคล้ำกว่าสีผิว หรือเป็นสีชมพู
  2. รอยแผลเป็นที่เป็นรอยนูนขึ้นมาจากตัวผิวหนัง แผลเป็นแบบนี้จะเกิดจากการที่มีรอยแผลที่เป็นรอยแยกชัดและลึกตัวผู้ประสบอุบัติเหตุ ไม่ยอมไปเย็บแผลหรือเย็บแล้วแต่ไม่ดูแลแผลให้ดีเกิดการติดเชื้อซ้ำ หรือเพราะร่างกายสร้างคอลลาเจนจนเกิดพอดีเลยทำให้เกิดแผลเป็นนูนขึ้นมา
  3. รอยแผลเป็นที่นูนขึ้นจากผิวหนังและลุกลามเกินแผลเดิมหรือคีลอยด์นั่นเอง แผลเป็นแบบนี้จะเกิดจากการที่คอลลาเจนในร่างกายเราทำงานผิดปรกติจนทำให้เกิดเนื้อเกินขึ้นมาจากรอยแผลและลุกลามออกไปจนใหญ่เกินรอยแผลจริง ซึ่งการเกิดแผลเป็นแบบนี้ไม่ได้เป็นอันตรายกับร่างการแต่อย่างใด

การป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็น

เราสามารถป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1.ระวังไม่ให้เกิดแผล เพราะการเกิดแผลเป็นนั้นต้องเกิดจากที่ร่างกายมีแผลมาก่อนแล้วจึงทำร่างกายเป็นรอยแยกจนมีเลือดออก

2.เมื่อเกิดแผลแล้วต้องดูแลรักษาความสะอาด ให้ดีพยายามให้แผลหายเร็วที่สุดอย่าให้เกิดแผลซ้ำซากเช่นเมื่อมีแผลแล้วคุณไม่รักษาความสะอาดไม่ทำแผลให้ดีก็จะเกิดการติดเชื้อทำให้แผลหายช้าร่างกายจะเกิดการสร้างเนื้อเยื่อซ้ำๆทำให้รอยแผลเป็นเกิดนูนขึ้นมาได้

การรักษารอยแผลเป็น

ใครที่กำลังเจอกับปัญหารอยแผลเป็น ที่ไม่รู้จะลบอย่างไรดี ก็ต้องมาลองวิธีนี้กันเลย ไม่ผิดหวังแน่นอน

1.ทายาแก้แผลเป็น

ตัวยามีอยู่ตามท้องตลาดซึ่งหาซื้อได้ง่ายและราคาไม่แพงนักจึงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากด้วยตัวยาที่มีสารสกัดจากหัวหอม ใบบัวบก วิตามินเอ วิตาวินอี ซึ่งจะทำให้รอยแผลเป็นจางลงช่วยให้การสร้างคอลลาเจนที่ตัวแผลหยุดลงและทำให้สีที่รอยแผลจางลง ลดการอักเสบ ช่วยการไหลเวียนของเลือดบริเวณบาดแผลกระตุ้นให้บาดแผลหายเร็วขึ้น หรือในตัวยาบางตัวที่มีสารสเตรีย์รอยด์ ที่จะช่วยให้สีของแผลจางลงแต่ต้องใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างนานเพราะสเตรีย์รอยด์เป็นสารอันตรายจะไม่สามารถใช้ในปริมาณที่มากได้

2.ใช้แผ่นเจลซิลิโคน

ตัวแผ่นเจลซิลิโคน มีลักษณะเป็นแผ่นเจลใส โครงสร้างมีการถักทอกันหลายชั้น เพื่อทำให้ตัวเจลมีความยืดหยุ่นเข้ากับผิวหนังได้เป็นอย่างดี ซึ่งสรรพคุณของเจลแปะซิลิโคนนั้นจะช่วยยับยั้งการสร้างคอลลาเจนบริเวณแผล ลดการทำงานของเส้นเลือด คงสภาพน้ำไม่ให้สูญเสียออกจากตัวแผล ทำให้รอยแผลเป็นที่นูนแดงหรือมีสีคล้ำจางลงได้แต่ต้องแปะไว้วันละ12 ชั่วโมง หากคุณไม่สะดวกก็อาจใช้เทปเหนียวแปะป้องกันแทนก็ได้เพราะเทปเหนียวจะช่วยลดการอักเสบของแผลได้

3.สักสี

แพทย์จะเป็นผู้ทำการสักเพื่อทำให้รอยแผลเป็นที่มีสีคล้ำกว่าสีผิวจริงกลายเป็นสีที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด การสักสีนั้นแพทย์จะทำให้ก็ต่อเมื่อแผลเป็นมีความเด่นชัดกว่าหรืออ่อนกว่าสีผิวจริงอย่างเห็นได้ชัด เช่นหากคุณมีสีผิวที่ออกชมพู แต่ตัวแผลเป็นกับมีสีน้ำตาลคล้ำอย่างเห็นได้ชัดแพทย์ก็จะจัดการสักให้สีใกล้เคียงหรือหาสีที่เหมือนกันสักทับบนรอยแผล

4.ลอกผิวด้วยกรด

กรดที่ว่านี้เป็นกรดผลไม้ซึ่งผู้กระทำการลอกผิวต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะกรดผลไม้ตัวนี้จะเป็นการทำให้ผิวชั้นนอกลอกออกมา เหมาะกับแผลเป็นที่ค่อนข้างตื้น

5.ฉีดด้วยสเตียรอยด์

หากการแปะด้วยแผ่นซิลิโคนเจลไม่ได้ผลแพทย์จะแนะนำวิธีการฉีดสเตรียรอยด์ให้ ตัวสเตรียรอยด์จะทำให้แผลนุ่มและแบนราบลง โดยต้องเว้นระยะการฉีดที่เดือนละครั้ง แพทย์จะทำการใช้ตัวยาอยู่ที่ประมาณ10-120 มิลลิกรัม ฉีดบริเวณใต้แผลเป็น และผู้ที่ทำการฉีดนั้นต้องเป็นแพทย์ศัลยแพทย์เท่านั้น

6.การฉีดฟิลเลอร์

การใช้ฟิลเลอร์จะใช้ได้กับแผลเป็นที่มีการยุบตัวลงจากแผลปกติ หรือแผลที่มีรอยบุ๋มลงไป เพราะฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่อาจจะเป็นคอลลาเจน หรือไฮยารูรอนิก ที่เป็นสารใกล้เคียงกับของร่างกายเพื่อทำให้หลุมนั้นเรียบเสมอกับผิวปกติ แต่การทำฟิลเลอร์นั้นต้องมีการทำซ้ำทุกๆ 6 – 8 เดือน เพราะตัวฟิลเลอร์จะสามารถสลายได้เองไม่มีผลคงถาวร แต่นับว่าค่อนข้างปลอดภัยเลยทีเดียว

7.การฉีดสารเคมี

Interferon,Fluorouracil,Bleomycinsทั้งสามตัวนี้จะเป็นสารเคมีที่แพทย์เลือกใช้ในการฉีดเข้าแผลเป็นเพื่อให้แผลเป็นที่นูนขึ้นเรียบลง และสีก็จะจางลงเช่นกัน แต่ยาทั้งสามตัวนี้เป็นยาที่ค่อนข้างอันตรายเพราะเป็นสารที่ใช้ในการรักษาเกี่ยวกับหลอดเลือดผิดปกติ รักษามะเร็ง จึงไม่ใช่สารเคมีที่สามารถฉีดได้ทั่วไป ต้องเป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น

8.การผ่าตัด

แพทย์จะทำการเย็บแผลที่เป็นแผลเป็นเพื่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ โดยการทำนั้นต้องรอให้แผลเป็นหยุดการเจริญเติบโตหรือพูดง่ายๆว่าแผลเป็นนั้นเป็นมากกว่า2ปีเพราะในช่วงปีแรกแผลเป็นจะยังสามารถรักษาตัวเองได้อยู่ หากเลย 2 ปีไปแล้วแผลจะคงสภาพไว้อย่างสมบูรณ์ แพทย์จะสามารถวินิจฉัยได้ว่าสมควรผ่าตัดด้วยวิธีไหน บางรายอาจต้องผ่าตัดเอาจุดที่นูนออก หรือต้องผ่าซิกแซก แต่ถ้าเป็นแผลที่ใหญ่มากๆ แพทย์ต้องตัดเอาเนื้อส่วนอื่นเพื่อมาแปะในส่วนที่เป็นซึ่งอยู่ที่ดุลพินิจของแพทย์

9.เลเซอร์

การเลเซอร์รอยแผลเป็นทำให้แผลที่เป็นแผลนูนมากๆ เรียบลงแต่ไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แพทย์ต้องอาศัยการรักษาอื่นๆ ควบคู่เพื่อช่วยให้รอยแผลเป็นหายไป อาจใช้การลอกผิวเข้าช่วยเพื่อให้รอยแผลดูจางลงไปอีก ซึ่งรับรองเลยว่าผลลัพธ์ที่ได้จะต้องเป็นที่น่าพอใจแน่นอน

10.การฉายรังสี

เป็นการทำให้แผลเป็นที่นูนนั้น นูนมากไปกว่าเดิมแต่ไม่ใช่เป็นการรักษาให้หายแต่อย่างไรก็ดีการรักษานี้ไม่ได้เน้นให้หายสนิดแต่อาจทำให้รอยแผลไม่เด่นชัดสะดุดตาเพียงเท่านั้นเอง

11.ไอพีแอล

การไอพีแอลเป็นการใช้แสงทำให้รอยแผลเล็กลง โดยการเรียงตัวของเนื้อเยื่อพังพืดที่จะโดนจัดระเบียบใหม่ด้วยการไอพีแอล ซึ่งก็เป็นนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ดังนั้นมาลองลบรอยแผลเป็นด้วยวิธีนี้กันดู

16.ใช้ไนโตรเจน

การใช้ไนโตรเจนเหลวจี้ในจุดที่เป็นแผลเป็นให้เกิดเป็นภาวะถุงน้ำแล้วทำให้แตก โดยวิธีนี้จะใช้กับพวกแผลเป็นที่ขึ้นนูนขึ้นมา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาก่อนว่าคุณสามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้หรือไม่ เพราะบางคนก็อาจทำวิธีนี้ไม่ได้นั่นเอง

ในการลบรอยแผลเป็นนั้นไม่ได้หมายความว่าแผลเป็นจะหายออกไปจากร่างกาย100% แต่จะเป็นการทำให้แผลเป็นนั้นจางลง เพราะแผลเป็นนั้นเกิดจากการที่ร่ายกายได้รับการบาดเจ็บย่อมไม่มีทางหายได้เลยคุณต้องทำใจกับเรื่องนี้หากไม่อยากมีคุณต้องระวังไม่ให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บเท่านั้นเอง